กลับมาอีกครั้งงง รีวิวแอพฯเด็ดกับนาย wiry   สวัสดีครับทุกคนวันนี้ผมจะนำเสนอแอพลิเคชันที่จ...

กลับมาอีกครั้งงง รีวิวแอพฯเด็ดกับนาย wiry

 

สวัสดีครับทุกคนวันนี้ผมจะนำเสนอแอพลิเคชันที่จะช่วยให้ทุกคนแคปหน้าจอยาวๆได้
เคยเจอปัญหานี้กันใช่มั้ยครับ บางครั้งที่เราต้องการจะแคปหน้าจอแชทยาวๆแล้วต้องค่อยๆแคปที่ละน้อยๆแล้วส่งทีละรูปซึ่งบางครั้ง มันทำให้อีกฝ่ายงงครับ ต้องค่อยๆไล่อ่าน แต่ในวันนี้ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป ทีวีได…(อ้าวไม่ใช่เหรอ) #แค่กๆ Wiry ขอนำเสนอแอพฯที่จะช่วยให้แคปเจอร์หลายๆอันรวมเป็นอันเดียวได้ นั่นก็คือ Stitch&Share นั่นเองครับ


ขั้นที่หนึ่ง

ดาวน์โหลดแอพลิเคชันได้ที่ Google Play Store เสิร์ชคีย์เวิร์ดว่า “stitch&share” (หรือคลิกที่ลิงค์นี้ได้เลยครับ >>https://play.google.com/store/apps/details?id=com.glitch.stitchandshare&hl=en)

ถ้าเป็น iPhone ก็ดาวน์โหลดได้ตามนี้เลยครับ ชื่อจะต่างกันนิดหน่อยแต่ฟังก์ชั่นการทำงานเหมือนกันครับผม >> https://itunes.apple.com/us/app/stitch-it!-edit-share-screenshots!/id554594252?mt=8




ขั้นที่สอง

เมื่อเข้าโปรแกรมแล้วจะมีสองหัวข้อ คือ
 1.ADD SCREENSHOTS คือการเอาสกรีนช็อตมาต่อกัน
2.ADD IMAGES คือการเอารูปอะไรก็ได้มาต่อกัน


ในกรณีนี้เราจะโฟกัสไปที่การเอา SCREENSHOTS มาต่อกันฉะนั้นกดที่ ADD SCREENSHOTS แล้วเลือกรูปของเราได้เลยครับ หน้าตาจะออกมาประมาณนี้


ขั้นที่สาม

: ระบบจะทำการต่อเองอัตโนมัติ หรือหากเราต้องการที่จะต่อเองก็สามารถทำได้ครับ แต่ที่น่าสนใจคือ เราสามารถที่จะไฮไลต์หรือปกปิดข้อความที่ไม่ต้องการได้ด้วย



เป็นอย่างไรบ้างครับ เท่านี้เราก็มีสกรีนช็อตยาวๆอ่านง่ายไว้ส่งให้เพื่อนๆของเราได้แล้ว วันนี้ผมก็ขอลาไปก่อนเจอกันในรีวิวแอพฯหน้า สวัสดีครับ

เชื่อหรือไม่? ว่าในโลกยุคปัจจุบันมีคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วราคา 25$-35$ อยู่จริงๆ(ราวๆ 900-1500 บาท*)...


เชื่อหรือไม่? ว่าในโลกยุคปัจจุบันมีคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วราคา 25$-35$ อยู่จริงๆ(ราวๆ 900-1500 บาท*) แต่ก่อนอื่นผมต้องขอเกริ่นก่อนว่า คอมพิวเตอร์ชนิดนี้ถูกสร้างมาเพื่ออะไร
ง่ายๆเลยครับ คอมพิวเตอร์ชนิดนี้เป็นคอมพิวเตอร์ที่สร้างมาเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะ เพราะด้วยขนาดที่เล็กและราคาถูก เหมาะแก่การนำมาทำเป็นห้องทดลองโปรแกรม/ซิมูเลชันต่างๆของเราได้เป็นอย่างดีครับ โดยในปัจจุบันแบรนด์คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่กำลังเป็นที่นิยมในตอนนี้ก็คือ Raspberry Pi
และในวันนี้ผมจะแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักเจ้า Raspberry Pi คอมพิวเตอร์น้อยที่แสนดีของคุณ

Raspberry Pi คืออะไร?


Raspberry Pi คือคอมพิวเตอร์ไซส์บัตรเครดิตในราคาที่ย่อมเยาว์ โดยสามารถนำไปต่อเข้ามอนิเตอร์หรือทีวี คีย์บอร์ดและเมาส์เพื่อใช้งานได้ทันที ราสเบอร์รี-ไพ เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ทุกคนสามารถเรียนรู้การเขียนโปรแกรมผ่านภาษา Scratch และ Python โดยเราสามารถใช้ราสเบอร์รี-ไพของเราในการทำงานทั่วไปอย่างที่คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปทำได้ เช่น การเล่นอินเตอร์เน็ต, เล่นหนัง, ฟังเพลง, งานเอกสารและการเล่นเกม นอกจากนี้ยังสามารถนำไปทำโปรเจกต์ต่างๆได้ด้วย เช่น droneหรืออุปกรณ์อัตโนมัติต่างๆ


ระบบปฏิบัติการพื้นฐานของ Raspberry Pi


Raspberry Pi มีระบบปฏิบัติการรองรับที่หลากหลายสามารถดาวน์โหลดได้ที่ Official Website >>https://www.raspberrypi.org/downloads/  มีทั้ง Raspbian(Debian Base), WindowsOIT, Pandora, Linux ARC, และอื่นๆอีกมากมาย
และยังไม่สามารถรันแอนดรอยด์ได้ในตอนนี้ แม้จะมีนักพัฒนาบางกลุ่มนำแอนดรอยด์ลงในราสเบอร์รี-ไพแต่ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะใช้ได้ในชีวิตประจำวัน และยังไม่มีแผนการพัฒนาแอนดรอยด์สำหรับราสเบอร์รี-ไพในอนาคต


จะซื้อ Raspberry Pi ได้จากที่ไหน?

สำหรับประเทศไทยสามารถสั่งซื้อ Raspberry Pi ได้จากตัวแทนจำหน่ายหรือผู้นำเข้าต่างๆ อย่างง่ายที่สุดก็ Ebay ได้เลยครับ
คำแนะนำ : แถวๆบ้านหม้อก็มีครับ555 ร้านชื่อ eps หรืออะไรแถวๆ นั้นครับ (ผมไม่ได้ค่าโฆษณานะ 555 แค่ไปซื้อร้านนี้บ่อย)

สำหรับโปรเจกต์ตัวอย่างสามารถดูได้จากลิงค์ต่อไปนี้ได้เลยครับ
ระบบรีโมตควบคุมภายในบ้าน >> https://www.youtube.com/watch?v=VdWp34UfnnA
หุ่นยนต์รีโมต >> https://www.youtube.com/watch?v=n8Iob7rcQ94
หุ่นยนต์R2D2 >> https://www.youtube.com/watch?v=znuUm5vbSpI
Drone from RaspberryPi2 >> https://www.youtube.com/watch?v=EHKV01YQX_w

และยังมีโปรเจกต์อีกมากมายที่สามารถสร้างได้ด้วยRaspberry Pi ที่จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักพัฒนาทุกคน วันนี้ผมขอทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านี้แล้วเจอกันในบทความหน้าครับ :)

กฏหมายเป็นกฏระเบียบข้อบังคับในสังคมที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามเพื่อให้สังคมมีความสงบสุข แม้กระทั่งส...


กฏหมายเป็นกฏระเบียบข้อบังคับในสังคมที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามเพื่อให้สังคมมีความสงบสุข แม้กระทั่งสังคมบนโลกอินเทอร์เน็ทก็ย่อมต้องมีกฏหมายเช่นกัน ต่อไปนี้คือหลักและวิธีการของกฏหมายบนอินเทอร์เน็ทที่รัฐบาลต่างๆ ทั่วโลกใช้ในการควมคุมผู้กระทำผิดกฏหมายในด้านต่างๆครับ


1) หน่วยงานขอข้อมูลจากทางบริษัท social network โดยตรง


ในกรณีนี้มักจะเป็นกรณีร้ายแรงจำพวกการก่อการร้ายหรือการค้าสิ่งผิดกฏหมาย ถ้าไม่มีหมายศาลจากคดีที่เป็นคดีร้ายแรงมากๆ อย่างคดียาเสพติดหรือคดีค้าอาวุธก่อการร้ายอะไรทำนองนั้นทางบริษัทก็จะไม่ให้ครับ อย่างในภาพข้างล่างนี้ประเทศเม็กซิโกก็จะเห็นได้ว่ามีการขอข้อมูลจากเฟสบุ๊กพร้อมรายละเอียดข้อกฏหมายมากถึง 411 ครั้ง ในช่วงเวลาเดือนกรกฏาคม 2015 ถึง เดือนธันวาคม 2015 ครับ


ทางเฟสบุ๊คได้ออกมาชี้แจงถึงการที่ประเทศใดๆ ในโลกนี้ที่จะขอร้องถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ดังนี้ครับ


“As we have emphasized many times, Facebook does not provide any government with ‘back doors’ or direct access to people’s data. We scrutinize each request for user data we receive for legal sufficiency, no matter which country is making the request. If a request appears to be deficient or overly broad, we push back hard and will fight in court, if necessary,” Chris Sonderby, Facebook’s Associate General Counsel

“อย่างที่เราได้เคยเน้นย้ำไปหายครั้งแล้ว เฟสบุ๊คไม่มีนโยบายสร้าง “back door” หรือทางลัดเข้าสู่ระบบโดยตรงที่จะทำให้รัฐบาลประเทศใดๆ ก็ตามเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ได้ เราพิจารณาคำขอร้องทุกอันด้วยวิธีการทางกฏหมาย ไม่ว่าประเทศใดจะขอร้องข้อมูลก็ตาม ถ้าคำร้องนั้นปรากฏว่ากว้างเกินไปหรือขาดตรงบกพร่องตรงไหน เราจะปฏิเสธและถ้าจำเป็นเราจะต่อสู้ในชั้นศาล” –Chris Sonderby, หัวหน้าฝ่ายกฏหมายของ Facebook


2) ใช้วิธีการดักฟังข้อมูล/แฮ็กเป้าหมายโดยตรง


วิธีนี้เป็นวิธีที่ค่อนข้างจะยุ่งยากมากๆ ครับ แล้วก็ไม่ใช่อะไรที่จะทำได้ง่ายๆ เสียค่าใช้จ่ายเยอะ + ทำโจ่งแจ้งมากไม่ได้ ถ้าจะทำจริงๆ ก็จะเริ่มจากการที่แฮ็กเกอร์จะเริ่มสืบหาตัวเป้าหมาย แล้วก็จะค่อยๆ สืบตามไปเรื่อยๆ ว่าบ้านอยู่ที่ไหน แล้วก็จะพยายามเจาะไปยังเครื่องเป้าหมายครับ โดยไม่ว่าจะเป็นการหลอกล่อส่ง email ที่มีโปรแกรมสอดแนม หรือว่าส่งลิ้งก์อะไรด้วยวิธีการทาง social engineering โดยวิธีนี้คือการใช้หลักทางจิตวิทยาทำนองแนวๆ นักสืบครับ อาจจะโทรมาบอกว่าเป็นพนักงานธนาคาร ขอชื่อที่อยู่ อะไรประมาณนี้เพื่อหาที่อยู่แล้วอาจจะไปจอดรถไว้ใกล้ๆ เพื่อไปดักฟังข้อมูลของเป้าหมายครับ โดยวิธีนี้ขึ้นอยู่กับกฏหมายของประเทศต่างๆ ว่าจะอนุญาตหรือเปล่านั่นเองครับ นอกจากนี้ มักจะเป็นวิธีที่ใช้โดยมิจฉาชีพ ดังนั้นทุกๆ คนก็ควรจะระวังตัวไว้ด้วยนะครับ ถ้ามีใครโทรมาถามอะไรแปลกๆ หรือส่งอีเมลอะไรแปลกๆ มาก็อย่าไปกดรับเชียว เพราะปลายทางอาจจะเป็นแฮ็กเกอร์ที่จ้องจะขโมยเงินของคุณอยู่ก็เป็นได้


3) ขอข้อมูลจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไม่ค่อยช่วยอะไรสักเท่าไหร่ เพราะระบบความปลอดภัยของเว็บเอง)


กฏหมายทางอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่จะกำหนดไว้ชัดเจนว่าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตต้องเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานไว้เป็นระยะเวลาเท่านี้ๆ ทางรัฐก็อาจจะขอข้อมูลมากครับ แต่ว่า ระบบการเข้ารหัสแบบ HTTPS (ที่เป็นรูปกุญแจสีเขียวๆ ด้านบนของบราวเซอร์เวลาเปิดเฟสบุ๊กน่ะครับ) เป็นการเข้ารหัสที่มีความปลอดภัยเป็นอย่างมาก และด้วยหลักการทางคณิตศาสตร์ของการเข้ารหัสแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเจาะกุญแจระบบการเข้ารหัสนั่นแบบตรงๆ หรือดักฟังข้อมูล ถ้าจะทำจริงๆ คงต้องใช้กฏหมายบังคับเพื่อที่จะเข้าไปสร้างเซิฟเวอร์ปลอม เพื่อหลอกว่าเป็น facebook แล้วเราก็ค่อยใช้กุญแจที่ได้มาแบบปลอมๆ เชื่อมต่อไปยัง facebook อีกที แต่ว่า วิธีนี้ก็ไม่สามารถใช้ได้ผลมากนัก เพราะว่าตัวบราวเซอร์ก็จะฟ้องเตือนว่าเว็บไซต์นี้ผิดปกติ ขึ้นเป็นรูปกุญแจสีแดง เขียนว่าใบรับรองของเว็บนี้ไม่ปลอดภัย บราวเซอร์บางตัวก็อาจจะไม่ยอมให้ผู้ใช้เข้าไปยังเว็บนั้นเลยก็ได้ครับ

4)ใช้กำลังในการเข้าถึงตัวและวิศวกรรมความปลอดภัย (ยกตัวอย่างเช่นคดีปลดล๊อค iPhone ของคนกราดยิงในคดี San Bernardino Shooting)


ก็จะใช้กำลังในการจับเป้าหมายครับ แล้วก็เข้าถึงข้อมูลของเครื่องนั้นๆ อย่างเช่นวิธีที่เป็นไปได้ในการเข้าถึงข้อมูลของไอโฟนก็คือ การมั่วรหัสไปเรื่อยๆ (0-9999 ) แต่ว่าถ้าเกิน 12 ครั้ง เครื่องจะล๊อคใช่ไหมล่ะครับ ทางบริษัทความปลอดภัยก็จะก๊อปปี้ชิพเก็บความจำของ iPhone มา แล้วลองทุกกรณีที่เป็นไปได้ 10000/12 ก็ต้องทำทั้งหมด 833 ครั้ง ซึ่งยุ่งยากมากๆ หรือถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ ก็อาจจะใช้การก๊อปปี้ข้อมูลที่เก็บค้างอยู่ในคอมพิวเตอร์ของเป้าหมายเพื่อมาใช้ในการปลอมตัวตนอีกทีนั่นเองครับ


สรุปวิธีในการรักษาความปลอดภัยของตัวเองในโลกออนไลน์ได้ดังนี้ครับ

  1. 1)เปลี่ยนรหัสบ่อยๆ ห้ามใช้ชื่อหรือคำที่มีในพจนานุกรม ยิ่งเป็นตัวเลขผสมกับตัวอักษรตัวใหญ่ตัวเล็กยิ่งดี
  2. 2)ไม่ควรให้ข้อมูลส่วนตัวกับใครง่ายๆ หรือยอมบอกรหัส account ของตัวเองให้คนอื่น ไม่ว่าจะเป็นอีเมลหรือโทรศัพท์ก็ตาม
  3. 3)ไม่ควรเข้าเว็บที่บราวเซอร์เตือนว่ามีปัญหาในการเชื่อมต่อแล้วขึ้นตัวอักษรสีแดง

สำหรับวันนี้ก็ลาไปก่อน สวัสดีครับ

*เนื้อหาในบทความนี้ มีเจตนาเพื่อให้ความรู้ทางความปลอดภัยทางด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และทางด้านกฏหมายระหว่างประเทศเท่านั้น ไม่มีเจตนาในทางการเมืองใดๆ

อ้างอิง Venturebeat

เชื่อว่าหลายๆ คนเวลาไปซื้อคอมก็คงจะมีปัญหากับการจัดสเปคคอมหรือดูสเปคโน้ตบุ๊กนะครับ ไม่ว่าจะเ...





เชื่อว่าหลายๆ คนเวลาไปซื้อคอมก็คงจะมีปัญหากับการจัดสเปคคอมหรือดูสเปคโน้ตบุ๊กนะครับ ไม่ว่าจะเป็น dual core เอย i7 เอย แรม 8 กิ๊กอะไรต่างๆ นาๆ วันนี้ผมจะมาแก้ปัญหานั้นด้วยการอธิบายตัวเลขและคำศัพท์ต่างๆ พวกนี้ด้วยการยกตัวอย่างแบบง่ายๆ ไม่เคยรู้เรื่องคอมก็เข้าใจได้ครับ
ถ้าหากใครยังคงมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการเลือกโน้ตบุ๊คอยู่ก็ไปอ่านได้ที่นี่เลยครับ วิธีการเลือกโน้ตบุ๊คที่เหมาะกับคุณ

CPU


ตัวอย่าง : Intel core i7 6700 HQ


รหัสรุ่น i7

Core i7 –เป็นรหัสรุ่น มีดังนี้ครับ
I7 = รุ่นที่แรงที่สุด แพงที่สุด สำหรับเล่นเกมและทำงานที่ใช้กราฟฟิกสูงๆ นั่นเองครับ
I5 = ราคาปานกลาง ประสิทธิภาพปานกลาง พอสำหรับใช้งานทั่วไปและเล่นเกมไม่หนักมากครับ
I3 ราคาถูกที่สุด เหมาะสำหรับโน้ตบุ๊กที่เอาไว้จัดการงานเอกสารอย่างเดียวครับ
Atom= รุ่นที่ประหยัดไฟ แต่ประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำ ใช้ในแท็บเล็ตวินโดว์และโน้ตบุ๊กเบาๆ ครับ
Core M = เป็นอีกรุ่นที่ประหยัดไฟครับ ใช้ใน ultrabook เบาๆ แล้วก็ macbook สีทองของแอปเปิ้ลนั่นแหละครับ
Celeron /Pentium = เป็นซีพียูรุ่นเก่าที่เอามาผลิตใหม่ครับ ข้อดีคือราคาจะถูกมากกก พอสำหรับใช้งานทั่วๆ ไปอย่างพิมพ์งานเล่นเน็ทครับ

รหัสซีพียู 6700

ให้เรามองที่หลักพัน มันจะบอกว่าเป็น Generation ที่เท่าไหร่ ในที่นี้ก็คือเป็น generation 6 skylake ที่ใหม่ที่สุดและดีที่สุดนั่นเองครับ ถ้าเป็น 5xxx ก็เป็น generation 5 ที่เก่ากว่า

รหัสประสิทธิภาพ HQ

รุ่น U,Mเป็นรุ่นประหยัดไฟ มี 2 core 4 thread ประสิทธิภาพจะสู้อีกแบบนึงไม่ได้ครับ
รุ่น HQ,MQ เป็นรุ่นประสิทธิภาพสูงครับ มี 4 core 8 thread **

การ์ดจอ



ตัวอย่าง :GTX 960 M


GTX

 มีสองแบบครับ คือ GT และ GTX โดย GT เป็นรุ่นธรรมดาครับ ส่วน GTX เป็นรุ่นที่มีประสิทธิภาพสูง เหมาะสำหรับเล่นเกมมากกว่าครับ ดังนั้นถ้าใครมองหาสเปกโน้ตบุ๊กเล่นเกมก็มองตรง GTX ไว้ให้ดีๆ ล่ะครับ

960 

เป็นรุ่นของการ์ดจอครับ ยิ่งตัวเลขเยอะ ยิ่งใหม่กว่าแรงกว่า

M

บอกว่าการ์ดจอตัวนี้เป็นชิพสำหรับโน้ตบุ๊ก จะกินไฟน้อย แต่ประสิทธิภาพก็น้อยลงมาหน่อยนึงเช่นกัน (ยกเว้นพวกเกมมิ่งโน้ตบุ๊กราคาแพงๆ จะใช้ชิพแบบไม่มีรหัส m ครับ ซึ่งก็จะแรงกว่ากินไฟกว่าเช่นกัน)



ตัวอย่าง 2: Intel graphics hd 5200


เป็นการ์ดจอที่อยู่ในซีพียูครับ คือตัวนี้จะเป็นชิพการ์ดจอที่อยู่ใน CPU ครับ ข้อดีคือราคาจะถูกและทำให้เครื่องบางนั่นเองครับ จะพบได้ทั่วไปในคอมที่เน้นความเบาพกพาง่าย ประสิทธิภาพพอสำหรับทำงานและเล่นเกมเบาๆ ที่ไม่กินสเปกมากครับ อย่างเช่น พวกเกมmoba ทั้งหลายบ HON, DOTA2, LOL



ตัวอย่าง 3: HD 8850 M


อันนี้เป็นการ์ดจอของอีกบริษัทนึงครับ เลขรุ่น 8850 ยิ่งเยอะยิ่งดีครับ ส่วน M ก็แปลว่าเป็นชิพสำหรับโน้ตบุ๊ก โดยส่วนใหญ่ความแรงของการ์ดจออันนี้ก็ไม่ต่างอะไรมากจาก Nvidia เพียงแค่ nvidia จะเป็นที่นิยมมากกว่าเท่านั้นเอง

RAM 

ยิ่งแรมเยอะก็จะสามารถใช้โปรแกรมที่ประมวลผลหนักๆ ได้ดียิ่งขึ้น
4GB พอสำหรับการใช้งานทั่วไป
8GB สำหรับการเล่นเกมและทำงานกราฟฟิกหนักๆ

Harddisk/SSD 

อันนี้ก็ต้องดูที่ความจุครับ ถ้าเป็นฮาร์ดดิสก์ความจุ 500 หรือ 1000 GB ก็แล้วแต่เลยครับ ว่าต้องการมากน้อยขนาดไหน ถ้าเป็น SSD ก็ 128 GB ก็เพียงพอสำหรับลงวินโดว์แล้ว ส่วน SSD คือที่เก็บความจำแบบไม่ใช่จานหมุน จะเร็วกว่าแบบมากๆ เปิดโปรแกรมพร้อมกันได้เยอะๆ โดยเครื่องไม่ค้างแล้วเปิดคอมเร็วมากก ไปอ่านเพิ่มได้ที่นี่เลยครับ เปลี่ยนคอมเก่าให้แรงเหมือนใหม่ด้วย SSD



*Core คือแกนประมวลผลในซีพียู อย่างของ intel จะมีเทคโนโลยีที่ทำให้ซีพียูรุ่นพวก i7 i5 i3 สามารถทำงานได้สองงานพร้อมกันในหนึ่งแกน เรียกว่า hyper threading

**thread คือความสามารถในการประมวลผลงานพร้อมๆ กันครับ 8 thread ก็คือสามารถทำ8 งานได้พร้อมๆ กัน)


หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านทุกท่านเลือกสเปคโน้ตบุ๊กได้อย่างเหมาะกับสไตล์การใช้งานของตัวเองนะครับ ถ้าใครมีข้อสงสัยก็สามารถสอบถามได้ในคอมเม้นต์นะครับบ

หลายๆ คนเวลาจะล้างเครื่องโน้ตบุ๊คหรือว่าลง Windowsใหม่ก็คงจะต้องพึ่งร้านคอมใช่มั้ยล...



หลายๆ คนเวลาจะล้างเครื่องโน้ตบุ๊คหรือว่าลง Windowsใหม่ก็คงจะต้องพึ่งร้านคอมใช่มั้ยล่ะครับ แต่จริงๆ แล้วเราสามารถฟอร์แมตเครื่องลง Windowsใหม่เองได้ง่ายๆในบทความนี้จะเป็นการสอนวิธีการลง windows 7 นะครับ มีทั้งวิธีลงแบบใช้แผ่นและไม่ใช้แผ่น แต่ก็สามารถนำไปใช้กับ windows รุ่นอื่นๆ ได้เหมือนกัน เพราะส่วนใหญ่จะคล้ายๆ กัน เอาล่ะ ไปดูกันเลยดีกว่าว่าจะต้องทำอะไรกันบ้าง 

สิ่งที่ต้องเตรียม

-ไฟล์ iso ของ Windows หรือแผ่น Windows
(ถ้าใครใช้ Windows แท้ สามารถไปโหลด windows 7 มาได้อย่างถูกกฏหมายเลยครับ ไปโหลดเครื่องมือที่เว็บของไมโครซอฟท์ ในการใช้ usb drive มาทำเป็นที่ลงหรือไร์ทแผ่นได้เลยครับ กรอกคีย์แท้ลงไปแล้วมันจะให้ตัวโหลดสำหรับทำลงแฟลชไดร์วหรือว่าไรท์ลงแผ่นมาให้ครับ)

ขั้นตอนในการเตรียม usb สำหรับลง Windows (ใครมีแผ่นหรือมีคีย์อยู่แล้วข้ามไปได้เลยครับ)

โหลด โปรแกรม win32diskmanager สำหรับเขียน flashdrive ให้กลายเป็นแผ่นลง Windows มาครับ เปิดโปรแกรมมาก็จะเห็นหน้าตาแบบนี้ กดรูปโฟลเดอร์สีฟ้าแล้วเลือกไฟล์ Windows ที่เป็นไฟล์ iso มาครับ แล้วก็เลือกไดร์วที่เราจะใช้เป็นแผ่นลง (ระวังนะครับ มันจะล้างข้อมูลทุกอย่างในแฟลชไดร์วอันนั้นทิ้ง สำรองข้อมูลก่อนนะครับ) หลังจากนั้นกด write แล้วก็รอสักพักนึงนะครับ ประมาณสิบกว่านาทีถึงครึ่งชม


ขั้นตอนการลง windows

ขั้นตอนแรก ให้ใส่แผ่นหรือเสียบ usb ที่จะใช้เป็นตัวลง
ขั้นตอนต่อมา ให้ตั้งให้เครื่องบูทจากซีดีก่อน โดยเวลาเปิดเครื่อง จะเห็น หน้า Bios (หน้าจอขึ้นเป็นโลโก้หรือว่าบรรทัดคำสั่ง) แล้วพยายามอ่านให้ทันว่ากดอะไรเพื่อเข้า Setup ในคอมส่วนใหญ่จะเป็น Del โน้ตบุ๊กมักจะเป็น F12 แล้วเข้าไปใน boot options หรือว่าบางอันเป็น advance options แล้วค่อยเข้า boot options อีกที ถ้าหาไม่เจอก็เปิดคู่มือหรือว่าเปิดกูเกิ้ลหาตามรุ่นเอาครับ


เลื่อนซ้ายขวาไปหาเมนู Boot แล้วหา Boot device เรียงให้ซีดีหรือ removable usb เป็นอันดับแรกขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ซีดีหรือ usb (วิธีการสลับส่วนใหญ่จะมีเขียนไว้ที่หน้าจอด้านล่าง)พอตั้งเสร็จ กดesc แล้วเซฟ (ถ้าหาไม่เจอให้เปิดกูเกิ้ลดูนะครับ ว่าคอมรุ่นนี้เข้าไปตรงไหนอะไรยังไง)




หลังจากนั้นเมื่อมีขึ้นว่า press any key to boot from cd rom หรือว่าอะไรประมาณนี้ก็กดปุ่มอะไรก็ได้เข้าไป แล้วก็จะเข้ามาในหน้าจอนี้
ก็เลือกเวลากับภาษา เวลา Install เลือกภาษาเป็นภาษาอังกฤษก่อนครับ แล้วค่อยมาเพิ่มภาษาไทยทีหลังแล้วก็กด Next ได้เลย



กด Install now ไปต่อได้เลยครับ


เลือกรุ่นของ Windows
X64 เป็นระบบ 64 bit จะเร็วกว่าเสถียรกว่า แต่รันโปรแกรมเก่าๆบางตัวไม่ได้ และต้องใช้กับซีพียูรุ่นใหม่ที่รองรับ X64 เท่านั้น
X86 เป็นระบบ 32 bit ช้ากว่าแต่โปรแกรมเก่าๆจะรันได้ และใช้กับซีพียูช้าๆได้


ติ๊ก Accept แล้วกด Next ไปต่อได้เลย


เป็นการเลือกว่าจะอัพเกรดหรือว่าลงใหม่ แนะนำว่าลงใหม่เลยจะดีกว่าเพราะทุกอย่างจะใหม่หมด ไม่มีปัญหาเดิม
Upgrade-เปลี่ยนแค่ตัวระบบ Windows ไฟล์ทั้งหมดจะอยู่
Custom-ล้างหมดทุกอย่าง


เลือกพาร์ทติชั่นที่จะลง(พาร์ทติชั่น=การแบ่งส่วนของฮาร์ดดิสก์ที่เป็น drive C กับ drive D ถ้าเป็นคอมใหม่ให้แบ่งก่อนโดยการกด New)
ถ้าเคยแบ่งไว้แล้วให้กด Formatเพื่อล้างของเก่า แล้วกด next ได้เลย
ถ้าใครอยากจะปรับขนาด drive C กับ drive D ก็กด delete ของเก่าแล้วกด New สร้างใหม่ได้เลยนะครับ


ต่อไปนี้ก็รอครับ ไปหาอะไรทำก่อนก็ได้ เพราะว่านานเหมือนกัน ประมาณครึ่งชั่วโมง


หน้านี้เป็นหน้าตั้งชื่อคอมกับ User ครับ


ตั้งพาสเวิร์ดครับ


ใส่ product key ที่อยู่บนกล่องหรือแผ่นได้เลยครับ


เลือกว่าจะอัพเดตหรือไม่ ถ้าของแท้ตั้งให้อัพเดทได้ไปเลยครับ


เลือกโซนเวลาครับ กรุงเทพ GMT+7:00



รออีก 30 นาทีโดยประมาณ ก็เสร็จแล้วครับ ที่เหลือก็คือลงไดรว์เวอร์(ไดร์เวอร์ก็คือตัวโปรแกรมของ hardware ต่างๆ ส่วนใหญ่จะเป็นแผ่นมากับคอมเวลาซื้อ) ถ้าหาแผ่นไม่เจอก็หาเว็บของบริษัทที่ผลิตคอมครับ เช่น asus ก็เข้าไปในเว็บ asus.com แล้วก็หา product support ก็จะมีให้ใส่ชื่อรุ่นแล้วมีโปรแกรมให้โหลดครับ ลงโปรแกรมให้หมดที่เขามีให้นะครับ

เห็นไหมล่ะครับ ลง Windows เองไม่ยากเลย สำหรับวันนี้ก็ลาไปก่อนนะครับ สวัสดีครับ :)

สวัสดีครับวันนี้กับผมคนเดิม เพิ่มเติมคือหล่อขึ้น(เอ๊ะ?!) วันนี้ #wirytips จะขอนำเสนอเพื่อนๆทุก...



สวัสดีครับวันนี้กับผมคนเดิม เพิ่มเติมคือหล่อขึ้น(เอ๊ะ?!) วันนี้ #wirytips จะขอนำเสนอเพื่อนๆทุกคนในหัวข้อ

"สิ่งที่ควรทำเมื่อซื้อโน้ตบุ๊คกลับมาบ้าน?" ง่ายๆก็คือเราควรจะตรวจสอบอะไรบ้างเมื่อซื้อโน้ตบุ๊ค/คอมพิวเตอร์มานั่นเองครับ(จะพูดให้ยากทำไม) โดยผมจะขอแบ่งสิ่งที่ควรเช็คหลักออกเป็น 5 หัวข้อ ดังนี้ครับ



1.สภาพเครื่อง

อันดับแรกสำคัญมากก็คือเรื่องตัวเครื่องครับ เราต้องดูให้ถี่ถ้วนว่าไม่มีรอยบุบสลายหรือรอยขีดข่วนใดๆบนตัวเครื่อง รวมถึงการบิดพับหน้าจอเป็นปกติไม่หลวมหรือไม่โยกเยก ช่องพอร์ตต่างๆอยู่ครบไม่มีการหักใดๆ หลอดไฟสว่างทุกดวง ถ้าครบคุณสมบัติทุกประการดังที่กล่าวมานี้ ก็ให้เริ่มที่ข้อสองได้เลยครับ



2.ปุ่มทุกปุ่มทำงานเป็นปกติ

ทำการทดสอบปุ่มทุกปุ่มว่าทำงานเต็มประสิทธิภาพทั้งหมด ไม่มีปุ่มไหนเสียหรือทำงานขัดข้อง(ง่ายๆเลยก็รูดมันทุกปุ่มใน word เลยครับ555555) ทั้งนี้ก็ปุ่มเปิดเครื่องและปุ่มฟังก์ชันต่างๆด้วยครับ



3.DEAD PIXELS และ Blacklight รั่ว

dead pixels คือจุดแสดงผลบนหน้าจอที่เสียหายและไม่สามารถแสดงสีได้ถูกต้องครับ

ทำการเช็คให้ทั่วว่าหน้าจอเราไม่มีจุดเสียใดๆ ถึงแม้จะเป็นจุดเล็กๆก็ตาม สามารถทดสอบได้โดยการดาวน์โหลดโปรแกรมตรวจ dead pixels หรือใช้วิธีการตรวจโดยการใช้ youtube ก็ได้ครับ (ให้ค้นหาโดยใช้คำว่า "dead pixel test"  หากพบให้ติดต่อกับผู้ให้บริการหรือตัวแทนจำหน่ายทันทีครับ



4.โปรแกรมที่ให้มา

ทั้งหมดในหัวข้อนี้จะขึ้นอยู่กับหัวข้อการให้บริการและโปรโมชันของตัวแทนจำหน่ายนั้นๆครับ เช่น ซื้อตัวเครื่องแถมระบบปฏิบัติการ Windows, Linux, อื่นๆ ก็ว่ากันไปครับ และโปรแกรมที่แถมมากับตัวเครื่องเช่นโปรแกรมป้องกันไวรัสเป็นต้น หากมีปัญหาให้ติดต่อผู้ให้บริการหรือตัวแทนจำหน่ายทันทีครับ



5.เงื่อนไขการให้บริการและคู่มือการใช้งาน

มั่นใจว่านี่จะเป็นข้อที่ทุกคนเบื่อที่สุด หลายคนก็จะบ่นว่า "ใครในโลกจะไปอ่านวะ!" แต่เชื่อผมเถอะครับถ้าเรามีความละเอียดรอบคอบในคู่มือและการอ่านเงื่อนไขต่างๆ จะทำให้การตรวจเช็คเครื่องและการใช้งานในอนาคตเป็นไปได้ง่ายมากยิ่งขึ้นครับ ให้ทุกคนอ่านคู่มือที่ติดมากับเครื่องอย่างละเอียด ตรวจเช็คใบเสร็จและใบประกันต่างๆให้เรียบร้อย เมื่อมีปัญหาให้ติดต่อผู้ให้บริการทันทีครับ


ทั้งหมดนี้เมื่อมีปัญหา หากสามารถดำเนินการได้เร็วที่สุด(อย่างน้อยภายใน1อาทิตย์)จะทำให้เรามีโอกาสได้เปลี่ยนเครื่องใหม่แทนการซ่อมครับ เทานี้ก็คงเป็นเบสิกเล็กๆน้อยๆให้ทุกคนได้ลองปรับใช้ดูครับ สำหรับวันนี้ผมก็คงต้องขอลาไปก่อน เจอกันใน #wirytips หน้าครับ :)

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่านนนนนน(เปิดตัวยิ่งใหญ่มาก) ผมมั่นใจ1พันเปอร์เซนต์ว่าทุกคนที่กำลังอ่านบท...





สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่านนนนนน(เปิดตัวยิ่งใหญ่มาก) ผมมั่นใจ1พันเปอร์เซนต์ว่าทุกคนที่กำลังอ่านบทความนี้ ต้องมีสักคนที่เล่นเกมบน Steam ใช่มั้ยล่ะครับ55555 โดยปกติแล้วทุกคนก็คงจะใช้ช่องทางอย่างเช่น Steam Wallet ใช่มั้ยครับ? โดยเจ้า Steam Wallet ก็เหมือนตั๋วแลกเงินในระบบ Steam นี่แหละ โดยเราจะต้องซื้อผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเช่น ร้านจำหน่ายเกมทั่วไปหรือ 7eleven ซึ่งค่อนข้างแพงเนื่องจากกำไรระหว่างตัวแทนจำหน่ายต่างๆนาๆ เรียกว่าแพงอีกเกือบเท่าตัวเลยก็ว่าได้ แต่จะไม่มีอีกต่อไป เพราะวันนี้ผมจะมานำเสนออีกหนึ่งวิธีในการซื้อเกมใน Steam โดยใช้บัญชี Paypal ครับ

จ่ายสามร้อยบาทได้ steam wallet สามร้อยบาท!


โดยเจ้าบัญชี Paypal เนี่ย ข้อดีของมันนอกจากไม่เสียเงินค่าธรรมเนียมแล้ว ยังสามารถใช้ซื้อแอพบน Android, iPhone หรือว่าจะใช้ซื้อเพลง หนัง บน iTunes กับ Play Store ก็ได้ด้วยนะ สมัครทีเดียว ใช้จ่ายเงินได้แทบจะทุกอย่างบนโลกอินเทอร์เน็ตเลยแหละครับ (แถมปลอดภัยด้วย เพราะบริษัท paypal นี่ก็ใหญ่ระดับโลกไม่แพ้  หรือว่า amazon เลยแหละครับ) ขั้นตอนการสมัครมีดังนี้ครับ


1.ขั้นตอนแรกเราต้องสมัครสมาชิก paypal ก่อนครับ* โดยคลิกเข้าที่ลิงค์นี้ได้เลยครับ www.paypal.com






2.แล้วให้กดปุ่ม “สมัครสมาชิก”



3.หลังจากนั้น paypal จะให้เราเลือก payment method 2 แบบครับ โดยถ้าเราจะใช้เพื่อซื้อของอย่างเดียวให้กด “ซื้อสินค้าด้วย paypal”



4.หลังจากนั้นให้กรอกข้อมูลประเทศ, อีเมล, รหัส


5.หลังจากนั้นกรอกประวัติส่วนตัวให้เรียบร้อยทั้งหมด และกดยืนยันเงื่อนไขข้อตกลงของ paypal และเปิดบัญชีได้ทันทีครับ






6.เมื่อ login เข้ามาในบัญชีของเราแล้วจะมีหน้าตาเป็นอย่างนี้ครับ




7.สังเกตกล่องด้านขวา จะเห็นข้อความ “เพิ่มบัตรเครดิต/เดบิต” ให้คลิกเข้าไปได้เลยครับ



8.ให้กรอกข้อมูลบัตรเครดิต/เดบิต ของเราให้เรียบร้อยทั้งหมดโดยดูตามบัตรที่เราใช้ได้เลยครับ (ในตอนนี้บัตร ATM ใช้ได้เฉพาะของธนาคารกรุงเทพและธนาคารกสิกรเท่านั้นครับ ส่วนบัตรเครดิตใช้ได้ทุกธนาคารครับ) หลังจากนั้นทาง paypal จะให้เรายืนยันบัตรเครดิต/เดบิตด้วยรหัส 4 ตัว เราก็โทรไปถามทางธนาคาร 3-5 วันหลังจากนั้นครับ (ส่วนใหญ่จะดูผ่านทางระบบ internet banking) แล้วก็เอารหัสที่ได้มายืนยันอีกที


9.หลังจากนั้นก็สามารถนำไปใช้ซื้อของใน Steam ได้โดยเลือก Payment Method ของเราเป็น Paypal แล้วเราก็กรอกข้อมูลของเราให้เรียบร้อยเป็นอันเสร็จสิ้นครับ

ไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ เท่านี้เพื่อนๆก็สามารถชำระเงิน Steam ผ่าน Paypal ได้แล้ว** ไว้พบกันใหม่ในโพสต์หน้าครับผม วันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ


*ต้องมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์

**อาจเสียค่าบริการการดำเนินการของ paypal เพิ่มเติม